วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556

กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารีมัธยมศึกษาปีที่2

ความรู้สึกตอนเข้าค่าย

ตอนแรกรู้สึกกลัวแต่พอเข้าไปจริงๆก็มีกิจกรรมที่สนุกหลายกิจกรรมการออกกำลังกายก็เหนื่อยมากๆและก็มีฐานที่สนุกมากๆและกิจกรรมรอบกองไฟก็สนุกพอจะออกค่ายก็เสียใจ

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงงานบูรณาการ เรื่องเมี่ยงคำเมืองตาก

บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญ เมี่ยงคำสามารถรับประทานกับเต้าเจี้ยว ข้าวเกรียบ ข้าวพอง ตะไคร้ มะพร้าว พริก เราจึงนำส่วนประกอบต่างๆ มาประยุกต์ใช้เข้ากับบทเรียนเพื่อให้ผู้ที่ศึกษาได้ความรู้เกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยว รู้โภชนาการ คุณประโยชน์ของเมี่ยงเต้าเจี้ยวอีกทั้งยังศึกษาเพื่อต่อยอดความคิดจาก โครงงานข้าวแคบทิพย์จ๊าดลำ และเพื่ออนุรักษ์เมี่ยงเต้าเจี้ยวให้อยู่กับชาวจังหวัดตากต่อไป วัตถุประสงค์ -เพื่อให้คนหันมาสนใจเมี่ยงเต้าเจี้ย -เพื่อให้คนได้รับประทานผักและสมุนไพรพื้นบ้าน -เพื่อให้คนศึกษาเกี่ยวกับเมี่ยงเต้าเจี้ยว -เพื่อนำเมี่ยงเต้าเจี้ยวส่งขายที่ต่างประเทศ -เพื่อเป็นของฝากในเทศกาลต่างๆ ขอบเขตของการศึกษา วัสดุ -ข้าวเกรียบ - ขิง -เต้าเจี้ยว - ถั่ว / กุ้งแห้ง -ตะไคร้ - ข้าวทอด -มะพร้าว - พริก -มะนาว - มะเขือพวง อุปกรณ์ - มีด - เขียง - จาน - ชาม - ช้อน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.ทำให้เมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นของฝาก 2.ได้คุณประโยชน์จากเมี่ยงเต้าเจี้ยวไม่มากก็น้อย ระยะเวลาในการศึกษา 1 ภาคเรียน สถานที่ในการศึกษาหาความรุ้ 1.ห้องสมุด 2.โรงเรียน 3.บ้าน บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน วิธีการดำเนินการศึกษา 3.1 วัสดุอุปกรณ์ 1.กระดาษ 2.น้ำหมึก อุปกรณ์(สิ่งที่ใช้แล้วถาวร) 1.คอมพิวเตอร์ 2.เครื่องปริ๊น เอกสารอ้างอิง / แหล่งข้อมูล - ห้องสมุด - ผู้รู้ - คุณครู - อินเทอร์เน็ต - คุณพ่อ คุณแม่ 3.2วิธีการดำเนินการ แผนการปฏิบัติงาน ลำดับที่ รายการ วัน/เดือน/ปี หมายเหตุ 1 สืบค้นข้อมูล 2 รวบรวมข้อมูล 3 วิเคราะห์ข้อมูล 4 เข้ารูปเล่ม 5 นำเสนอ 3.3 แหล่งเรียนรู้ 1.แหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน 2..แหล่งเรียนรู้ภายในห้องเรียน บทที่5 สรุปและอภิปรายผลศึกษาค้นคว้าและขอเสนอแนะ 5.1สรุปผลการศึกษาค้นคว้า เมี่ยงเต้าเจี้ยว เนื่องจากว่าจังหวัดตากหรือเมืองตากนั้นมีเมี่ยงหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะทานกับใบเมี่ยง (ใบชาหมัก) จะมีไส้เมี่ยงหลายลักษณะ เช่น ใช้เนื้อมะพร้าวหั่นเป็นฝอย ๆ ถั่วลิสง และกระเทียม นำไปทอดให้เหลืองกรอบ โดยทอดทีละอย่าง นำมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน เมื่อเย็นดีแล้วนำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน อีกชนิดหนึ่งใช้มะพร้าวขูดเป็นเส้นแบบทำมะพร้าวแก้ว ถั่วลิสง กระเทียม น้ำปลา น้ำตาลปีบ ทอดในน้ำมัน โดยทอดมะพร้าวก่อนพอเริ่มเหลืองก็ใส่ถั่วลิสง และส่วนผสมอื่นๆทีละอย่าง ต้องมีความชำนาญจึงทราบว่าควรใส่ส่วนผสมใด ตอนไหน ส่วนผสมทุกอย่างถึงจะสุกพร้อมกันพอดี จากนั้นเคี่ยวต่อจนทุกอย่างเหลืองกรอบเกาะตัวกันเป็นก้อน นำขึ้นจากน้ำมันพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน เมื่อเย็นแล้วจะได้ไส้เมี่ยงที่เกาะตัวกันเป็นก้อนมีความหวาน มัน ถ้าเป็นเมี่ยงแคบหมู ก็ประกอบด้วย ถั่วลิสงทอด กระเทียมเจียว แคบหมูหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เกลือป่น และน้ำตาลทราย ตัวอย่างเมี่ยงข้างต้นนี้หาซื้อเป็นของฝากได้เวลาไปเที่ยวเมืองตาก เหตุที่คนตากนิยมทานเมี่ยงซึ่งส่วนใหญ่มีมะพร้าวเป็นตัวหลัก ดังนั้นจึงมีกะลามะพร้าวมาก และเค้าก็เอามาทำกระทงสำหรับลอยในวันลอยกระทง 1 อาชีพเกษตรกรรม (ปลูกใบชะพลู) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper sarmentosum Roxb. ชื่อสามัญ : Wildbetal Leafbush วงศ์ : PIPERACEAE ชื่ออื่น/ชื่อถิ่น ช้าพลู (ภาคกลาง) ชะพลูเถา เฌอภลู (สุรินทร์) ผักปูนา ผักปูลิง ผักปูริง ปูลิงนก ผักพลูนก ผักอีไร ผักอีเลิศ (ภาคอีสาน) พลูลิง (ภาคเหนือ) เย่เท้ย (แม่ฮ่องสอน) พลูนก ผักปูนก (พายัพ) พลูลิงนก (เชียงใหม่) นมวา (ใต้) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชะพลูเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มักขึ้นทั่วไปตามที่เปียกชื้น ปลูกขึ้นง่าย เจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะเป็นเถาเลื้อยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลำต้นแบ่งเป็นข้อโดยตามข้อจะมีรากช่วยในการยึดเกาะ มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบมีสีเขียวสดเป็นมัน คล้ายกันกับใบ พลูที่ใช้เคี้ยวกินกับหมาก ฐานใบกว้าง ปลายใบแหลมคล้ายรูปหัวใจหรือใบโพธ์เล็กน้อย เห็นเส้นใบชัดเจน ใบมีกลิ่นฉุน มีรสเผ็ดเล็กน้อย ดอกสีขาวมีขนาดเล็กจะออกเป็นช่อ สารที่พบ ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ มีแคลเซียม และสารเบต้า-แคโรทีนจากการศึกษาของ มหาวิทยาลัยมหิดลโดยศึกษาฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากใบชะพลู โดยการ ใช้น้ำสกัดเอาสารสำคัญของชะพลูทั้งต้นโดยใช้หนูทดลอง โดยการแบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม โดยหนูกลุ่มที่1จะเหนี่ยวนำทำให้เป็นเบาหวาน และหนูกลุ่มที่ 2 จะเป็นหนูปกติ แล้วฉีดสารสกัดของชะพลูเข้าไปในหนูทั้งสองกลุ่ม จากนั้นวัดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อฉีดเข้าไปครั้งแรก พบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่ม ที่เป็นเบาหวานแต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วันพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลงซึ่งผู้ทดลองก็ได้ นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบกับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกันพบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู 5.2อภิปรายผล จากการศึกษาค้นคว้าเรื่องเมี่ยงเต้าเจี้ยวได้ข้อสรุปว่าเมี่ยงเต้าเจี้ยว เป็นอาหารพื้นบ้านที่มีประวัติมายาวนานและยังนิยมรับประทานเล่นอย่างแพร่หลายอีกด้วย 5.3ข้อเสนอแนะ 1.อยากให้คนหันมารับประทานเมี่ยงเต้าเจี้ยว 2.อยากให้เมี่ยงเต้าเจี้ยวเป็นที่นิยมมากขึ้น 3.แปรรูปสมุนไพรนำมาส่งขายในท้องถิ่นและในท้องตลาด

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

คุณค่าของเมี่ยงคำ

ขิง ขิง รสหวาน เผ็ดร้อน แก้จุดเสียด แก้เสมหะ บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียนอาเจียน ถั่วลิสง ถั่วลิสง รสมัน บำรุงเส้นเอ็น บำรุงธาตุดิน หอมแดง หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด มะนาว มะนาว เปลือกผล รสขม ช่วยขับลม น้ำมะนาวรสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต พริกขี้หนู พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย ใบชพู ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม ข่า ข่า รสเผ็ดปร่าและร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้ ตะไคร้ ตะไคร้ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อ

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ

ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 ประการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงผลกระทบจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง พื้นที่ต้นนํ้าลำธารเสื่อมโทรม ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพทางการเกษตร กลายเป็นปัญหาทุกข์ร้อนของประชากรส่วนใหญ่ในชนบท พระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาฟื้นฟูสภาพป่าไม้ ให้คืนกลับสู่สภาพธรรมชาติด้วยแนวทางผสมผสาน โดยการปลูกไม้ทดแทนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพราษฎร ด้วยการวางแผนร่วมมือกันของทุกส่วนราชการ ในการดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาวะแวดล้อม การปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 ประการ ตามแนวพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน พระราชดำริ ไว้เมื่อปี 2519 ณ หน่วยพัฒนาต้นนํ้าทุ่งจ๊อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าการปลูกไม้ 3 อย่าง คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ จะทำให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสานและสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชนอันเป็นทฤษฎีการปลูกต้นไม้ลงในใจคน โดยการปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนให้ปลูกต้นไม้ลงแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง และในการฟื้นฟูพื้นที่ต้นนํ้าตามแนวพระราชดำริ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เพื่อศึกษาหารูปแบบในการพัฒนาที่เหมาะสมในพื้นที่ต้นนํ้าลำธารนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริ แนวทางในการปลูกไม้ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนํ้าว่า การปลูกป่าถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ให้เขาอยู่ได้ให้ปลูกไม้ 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ หรือ ไม้ผล ไม้สร้างบ้าน และไม้ฟืน ซึ่งจะให้ประโยชน์ 4 ประการ คือ ได้ใช้สอยและเศรษฐกิจ ไม้ฟืน ไม้กินได้ และประการสุดท้าย คือ สามารถช่วยอนุรักษ์ดินและต้นนํ้าลำธารด้วย ประเภทไม้ 3 อย่างที่เหมาะสมแก่การใช้ปลูก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นให้ใช้พันธุ์ไม้ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เพราะเป็นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยู่แล้ว ไม่เป็นการเสี่ยงต่อภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เป็นและที่รู้จักของราษฎรในท้องถิ่นอย่างดี พื้นที่ที่เหมาะสมแก่การปลูกไม้ป่าดังกล่าว ควรเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเสื่อมโทรม หรือเป็นบริเวณป่าเพื่อการพึ่งพิงของราษฎรที่อยู่บริเวณใกล้ๆหมู่บ้าน วิธีการปลูกก็ให้ปลูกเสริมในลักษณะธรรมชาติ โดยไม่จับต้นไม้เข้าแถว ซึ่งการปลูกเสริมตามลักษณะธรรมชาตินี้ เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะมีสภาพเป็นป่าตามธรรมชาติ โดยจะไม่มี ลักษณะเป็นสวนป่าที่มีต้นไม้เรียงเป็นแถว ไ ม้ 3 อย่าง ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ 1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์ เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้า เพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น 2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่ 3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย ประโยชน์ 4 ประการ ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ 1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้ โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน และจะไม่สร้างผลกระทบ ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น 2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ 3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย 4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร ขอขอบคุณแหล่งที่มา https://sites.google.com/site/banrainarao/knowledge/tree_bank

คุณธรรมและจริยาธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

คุณธรรมและจริยาธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต จริยธรรม หมายถึง หลักศีลธรรมจรรยาที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์แล้ว สามารถสรุปได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ความเป็นส่วนตัว (Information Privacy) ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึงสิทธิที่จะอยู่ตามลำพังและเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับผู้อื่น ปัจจุบันมีประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่เป็นข้อหน้าสังเกตดังนี้ - การเข้าไปดูข้อความในจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และการบันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งการบันทึก-แลกเปลี่ยนข้อมูลที่บุคคลเข้าไปใช้บริการเว็บไซต์และกลุ่มข่าวสาร - การใช้เทคโนโลยีในกาติดตามความเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมของบุคคล เช่น บริษัทใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจจับหรือเฝ้าดูการปฏิบัติงาน/การใช้บริการของพนักงาน - การใช้ข้อมูลของลูกค้าจากแหล่งต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ในการขยายตลาด - การรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อีเมล์ หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อนำไปสร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าใหม่ขึ้นมาแล้วนำไปขายให้กับบริษัทอื่น 2. ความถูกต้อง (Information Accuracy) ในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการรวบรวม จัดเก็บ และเรียกใช้ข้อมูลนั้น คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งคือความน่าเชื่อถือได้ของ (more…) ขอขอบคุณแหล่งที่มา http://www.nattapon.com/tag/

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แนะนำวีดีโอ

โลกไร้พรมแดน

โลกไร้พรมแดน

         หมายถึง พรมแดนทางการค้าขาย ที่เรียกว่า เขตเสรีทางการค้า  หรือเขตเสรีทางการเงิน เป็นต้นเเละเคนอิจิ โอมาเอะ (Kenichi Ohmae) นักคิด นักวิชาการ และที่ปรึกษาทางธุรกิจ ชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาวิเคราะห์และคาดการณ์ผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทางเศรษฐกิจและสังคมไว้ในหนังสือ "โลกไร้พรมแดน: The Borderless World" มีใจความสรุปได้ว่า โลกในอนาคตจะเป็นโลกที่พรมแดนจะหมดความหมายลง การเคลื่อนย้ายของเงินทุน การกระจายของข่าวสารข้อมูลสารสนเทศทั้งทางการค้า และการลงทุนจะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายและไม่ถูกสะกัดกั้นด้วยเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศอีกต่อไป การเคลื่อนย้ายปัจจัยทางการผลิตสามารถกระทำได้อย่างเสรี และแนะนำให้องค์การธุรกิจปรับปรุงโครงสร้างและระบบการจัดการใหม่3 เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ได้เกิดขึ้นอย่างแม่นยำ ทำให้ทุกคนเริ่มให้ความสนใจ และให้ความสำคัญกับความคิดของเขามากขึ้น เคนอิจิชิ โอมาเอะ ได้แต่งหนังสืออีกเล่มชื่อ "การสิ้นสุดของความเป็นรัฐชาติ: The End of the Nation State" ซึ่งเป็นแนวคิดที่พัฒนาต่อเนื่องจาก การเกิดขึ้นของโลกไร้พรมแดน โดยคาดการณ์ว่าจากสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงเวลาผ่านมา เป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในทศวรรษนี้คือ ปรากฏการณ์ที่บทบาทของรัฐชาติ (Nation State) ในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนจะลดความสำคัญลง โดยจะมีสิ่งเกิดขึ้นมาทดแทนใหม่และมีอิทธิพลอย่างมากคือ ภูมิภาครัฐ (Region State) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันเพื่อร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของ สหภาพยุโรป หรือเรียกชื่อย่อว่า กลุ่มอียู ที่ปัจจุบันมีเงินสกุลยูโร (Euro) ใช้ร่วมกันอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้เป็นเงินสกุลหลักสกุลเดียวที่ใช้ภายในประเทศสมาชิก การเคลื่อนไหวล่าสุดมีการจัดประชุมเพื่อขยายจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก สิบประเทศ ทำให้มีประชากรรวมกันมากกว่า 430 ล้านคน ซึ่งจะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ โดยมีกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นประชากรที่มีกำลังซื้อสูงมาก การรวมตัวดัง กล่าวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีในอดีตจะไม่ปรากฎอีกต่อไป ปริมาณการค้าระหว่างประเทศสมาชิกของกลุ่มอียูจะมีเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างประเทศทำได้สะดวกมากขึ้น เป็นผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในภาครัฐบาล เอกชน และประชาชนในฐานะผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ศตวรรษที่ 21 เป็นการก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นเศรษฐกิจโลก (Global Economy) อย่างแท้จริง
ระบบเศรษฐกิจที่เป็นเศรษฐกิจโลกนี้ จะมีปัจจัยที่มีพลังขับเคลื่อนและผลักดันสำคัญ 4 ประการ ซึ่งนักบริหารควรนำมาศึกษาวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจ คือ
1. การลงทุน (Investment) การเคลื่อนย้ายของสินค้า และ เงินทุนจะไม่ถูกสกัดกั้นด้วยข้อจำกัดของรัฐชาติอีกต่อไป กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและการกีดกันต่างๆ จะถูกยกเลิกการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนจะเป็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สังเกตได้จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมภายในประเทศต่างๆที่เกิดขึ้นจากการลงทุนทางตรง การเคลื่อนย้ายของเงินลงทุน และปัจจัยในการผลิตที่มีความเสรีมากขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเงินทุนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความคล่องตัวมากขึ้น จากธรรมชาติของเงินทุนที่เคลื่อนย้ายตลอดเวลา จากจุดที่มีผลตอบแทนต่ำไปยัง จุดที่มีผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่า ซึ่งแตกต่างจากน้ำที่จะไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำ ดังนั้นการจัดการไม่ว่าจะกระทำในฐานะบทบาทของรัฐบาล หรือ ธุรกิจ สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำเพื่อดึงดูดเงินลงทุนทางตรงให้เข้ามาในประเทศคือ การเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการให้ธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนในการลงทุนได้สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับองค์การ และประเทศอื่น ซึ่งอาจกระทำได้ด้วยการส่งเสริมให้มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต มีการพัฒนาทางการจัดการที่เหมาะสมไปพร้อมกับการสร้างให้เกิดพลวัตในการแข่งขัน โดยศึกษากลยุทธ์ของคู่แข่งขันเพื่อพัฒนาตัวเองให้ก้าวล้ำหน้ากว่า ด้วยการปรับปรุงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลอดเวลา การดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างให้เกิดผลตอบแทนในการ ลงทุนที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับองค์การอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ผลจากการกระทำคือ จะมีเงินลงทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ และองค์การนั้นตลอดเวลา มีสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ เงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเงินทุนของภาคเอกชน ซึ่งเป็นเงินที่สำรองไว้เพื่อการลงทุนด้วยการหาผลประโยชน์ ในรูปของกองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานในองค์การของประเทศอุตสาหกรรม ขนาดใหญ่ ที่แสวงหาผลตอบแทนในการลงทุนที่สูงกว่าในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก ปรากฏการณ์เช่นนี้แตกต่างจากในอดีตมากคือ ในอดีตเงินลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นเงินที่มาจากภาครัฐบาลซึ่งมักจะอยู่ในรูปของการติดต่อระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เน้นในเรื่องการช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมการพัฒนาประเทศมากกว่า ซึ่งไม่คำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุนมากนัก ทำให้การเคลื่อนย้ายของเงินทุนมีน้อยเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ดังนั้นการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศ จึงควรมุ่งแก้ปัญหาที่ทำให้เงินทุนไหลออกนอกประเทศ ซึ่งมีสาเหตุหลักสำคัญคือ ผลตอบแทนในการลงทุนที่ลดลง โดยแก้ไขได้ด้วยการพัฒนาให้เกิดความมุ่งมั่นในการเพิ่มผลิตภาพ และประสิทธิภาพขององค์การธุรกิจเพื่อให้มีผลประกอบการโดยรวมสูงขึ้น ทั้งนี้ควรมีหน่วยงานภาครัฐช่วยทำหน้าที่เป็นกลไกในการผลักดันและส่งเสริม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากเป็นการสร้างให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งมากขึ้นแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนด้วย ซึ่งในท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันแบบยั่งยืน
2. อุตสาหกรรม (Industry) อุตสาหกรรมจะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าเพิ่ม การมุ่งเน้นงานวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างให้เกิดคุณค่า เป็นสิ่งที่องค์การธุรกิจต้องคำนึงถึงเป็นสิ่งแรก ในขณะเดียวกันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจะต้องกระทำผ่านขบวนการที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ จึงเป็นสิ่งที่องค์การต้องพัฒนาและสร้างให้เกิดขึ้น เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงมากขึ้น เป็นเรื่องยากที่องค์การใดองค์การหนึ่งจะสามารถพัฒนาขึ้นได้โดยลำพัง ดังนั้นรูปแบบของอุตสาหกรรมในอนาคตจะมีแนวโน้มของการร่วมมือทำธุรกิจระหว่างกันขององค์การมากขึ้น เพราะบริษัทใดบริษัทหนึ่งย่อมมีข้อจำกัดในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้แตกต่างกัน พันธมิตรธุรกิจ (Strategic Alliance) จึงเป็นช่องทางการดำเนินธุรกิจที่จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนและการดำเนินงานแล้ว ยังเป็นการใช้ประโยชน์จากความสามารถเฉพาะขององค์การอื่นโดยนำเข้ามาประกอบกับความสามารถของตัวเองในการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ๆ ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางและโอกาสในการขยายบริการให้ครอบคลุม และรุกเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัท Cisco Systems ร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท Linksys บริษัทดำเนินธุรกิจให้บริการระบบโครงข่ายสายเคเบิ้ลความเร็วสูงเพื่อการสื่อสารในมลรัฐ แคลิฟอร์เนีย นับได้ว่าเป็นการขยายธุรกิจครั้งสำคัญของการให้บริการระบบเน็ตเวิร์คสำหรับใช้ภายในบ้าน จัดเป็นความสำเร็จของการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์ให้ครอบคลุมมากขึ้น
3. เทคโนโลยีข้อมูลสารสนเทศ (Information Technology) จะเป็นปัจจัย และตัวแปรสำคัญที่นำพาธุรกิจไปสู่การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากจะทำให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่สามามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังส่งผลให้การขยายธุรกิจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ระบบที่ทันสมัยสามารถทำให้การควบคุมการบริหารการปฏิบัติการกระทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเป็นการควบคุมผ่านเครือข่ายเคเบิ้ลใยแก้วที่ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการติดต่อระหว่างกัน ส่งผลทำให้การดำเนินงานและการตัดสินใจมีความแม่นยำรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยระบบสนับสนุนของฐานข้อมูลที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ และเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับในอดีต การเกิดขึ้นของธุรกิจ Dot.Com และธุรกิจ E-Commerce เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในระดับแรก แม้กระนั้นได้ส่งผลกระทบต่อแนวคิดการบริหารจัดการทางการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีการพัฒนาแนวคิดทางการตลาดแบบร่วมสมัย ตัวอย่างเช่น บริษัท โซนี่ (Sony) และบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ได้หันมาพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในสินค้าหลายชนิดปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า บริษัทค้าปลีกรายใหญ่อย่าง วอลล์มาร์ท (Wal-Mart)ได้เปิดให้บริการทางการค้าโดยผ่านช่องทางดังกล่าวเช่นกันและมีผลตอบแทนจากการดำเนินงานที่สูงมาก ข้อมูลสารสนเทศแบบไร้พรมแดนนี้ยังทำให้ผู้บริโภคเองได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วมากขึ้น ปัจจุบันมีการนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการในภาครัฐเพื่อเสริมสร้างให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากขึ้น การพัฒนาของเทคโนโลยี Wi-Fi (Wireless Fidelity) ที่ทำให้การเชื่อมต่อสัญญาณกับระบบอินเตอร์เนตแบบไร้สายความเร็วสูงทำได้สะดวกมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีระบบ Broad Brand Internet Connection ทำให้สัญญาณสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้หลายเครื่องพร้อมกัน ในขณะที่สามารถรองรับการต่อเชื่อมของเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มีใช้เป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านเครื่องได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อที่สนามบิน โรงแรม ที่ทำงานหรือแม้แต่กระทั่งร้านอาหาร เฉพาะที่เกาะ แมนฮัตตัน นิวยอร์ค มีการติดตั้ง Wi-Fi เทคโนโลยีมากกว่า 12,000 จุด ปัจจุบันนอกจากบริษัท Microsoft และ Apple Computer ได้มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนี้แล้วบริษัท Dell และบริษัท Intel ยังมองว่านี่คือ โอกาสธุรกิจใหม่สำหรับอนาคต
4. ปัจเจกบุคคล (Individual) ปัจเจกบุคคลจะมีอิทธิพลมากขึ้น เพราะมนุษย์ทุกคนคือ ผู้บริโภค ลักษณะสำคัญของผู้บริโภคปัจจุบันและอนาคตคือ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง พัฒนาเป็นผู้บริโภคที่มีความต้องการสินค้าที่มีแบบเฉพาะของตัวเองมากขึ้น เนื่องจากรับทราบข้อมูลข่าวสารสมบูรณ์มากขึ้น จึงทำให้ปรับตัวเองจากผู้บริโภคที่มีรสนิยมและความคาดหวังในระดับท้องถิ่น เป็นผู้บริโภคที่มีรสนิยมและความคาดหวังในระดับโลก จากสาเหตุนี้เองเป็นผลทำให้การค้าระหว่างประเทศมีมูลค่าสูงเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพราะลูกค้าที่ปกติบริโภคสินค้าภายในท้องถิ่น เริ่มต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพระดับโลกในระดับราคาที่แข่งขันได้กับท้องถิ่น และมีความต้องการสินค้าที่มีคุณค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับเงินทุกๆหน่วยที่ใช้ในการบริโภค โดยปกติมนุษย์จะมีรสนิยมและพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการที่มีลักษณะแตกต่างกัน ส่งผลทำให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาปรับตัวเองตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นกลยุทธ์ที่ควรนำมาพิจารณาคือ การผลิตสินค้าและนำเสนอบริการที่มีลักษณะเฉพาะตรงตามความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะบุคคล (Tailor-made Product/Service) สินค้าบางชนิดจึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและออกแบบให้เข้ากับรสนิยมการบริโภคของประชาชนในประเทศ ในภูมิภาคนั้น หรือแม้กระทั่งในตลาดประเทศเดียวกัน อาจต้องมีการออกแบบสินค้าให้เหมาะสมกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรตระหนักในการทำธุรกิจตลอดเวลาไม่ควรละเลยหรือเพิกเฉย เพราะอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมถอยของสินค้าที่เน้นการผลิตจำนวนมาก

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเกิดขึ้นของโลกไร้พรมแดนจะนำมาซึ่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐชาติหมดความหมายลง ในขณะเดียวกันมีปรากฏการณ์ใหม่เกิดขึ้นคือ การเกิดขึ้นของภูมิภาครัฐ ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมธุรกิจอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีพลังในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญเช่น การลงทุน อุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจเจกบุคล ซึ่งปรากฏเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้นในการพัฒนาปรับโครงสร้าง และระบบการจัดการทั้งในระดับประเทศ ระดับองค์การ และระดับปัจเจกบุคคล จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก และควรกระทำไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จุดสำคัญคือ การพัฒนานั้นต้องเกิดขึ้นจากความเข้าใจที่แท้จริงของเหตุ และผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เพื่อทำให้การพัฒนาการจัดการเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ที่มา :การจัดการธุรกิจร่วมสมัย รศ.ดร.ผลิน ภู่จรูญเเละhttp://webboard.news.sanook.com/forum/print


จินตนาการของโลกไร้พรมเเดนของฉัน
      คือการติดต่อสื่อสารที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นหรือไม่มีขอบเขต